• Description slide 1

  • Description slide 2

  • Description slide 3

  • Description slide 4

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

ที่มาแห่งสามัญญผลสูตร
3. พระเทวทัตผู้มีใจริษยา

 600216_08.jpg - 69.14 kB

    ในช่วงที่อาชาตศัตรูราชกุมารได้เสด็จไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง เป็นเวลาที่พระเทวทัตผู้เป็นสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธองค์กำลังหาทางเป็นใหญ่ ทั้งที่ตนเองมิได้บรรลุมรรคผลอันใดดังเช่นที่พุทธสาวกสำคัญองค์อื่นๆ จะบรรลุก็เพียงโลกียฌานเท่านั้น พระเทวทัตมีใจริษยาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอสีติมหาสาวก*ทั้งหลาย ที่มีผู้คนหลั่งไหลนำเครื่องสักการะไปน้อมถวายพร้อมบริบูรณ์ ส่วนตนเองนั้นไม่ใคร่มีโอกาสได้รับเครื่องสักการะใดๆเลย

    ด้วยฤทธิ์แห่งเพลิงริษยา ที่แผดเผาใจให้ร้อนรุ่มอยู่ตลอดเวลา พระเทวทัตจึงคิดวางแผนด้วยเล่ห์เพทุบาย ให้อชาตศัตรูราชกุมารเลื่อมใสศรัทธาในตน เพื่อเป็นขุมกำลังในการล้มล้างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเห็นว่าอชาตศัตรูราชกุมารทรงอยู่ในวัยหนุ่ม มีความทะเยอทะยาน ย่อมชักจูงให้หลงเชื่อได้โดยไม่ยาก 

 

    เมื่อกำหนดแผนร้ายไว้ในใจเช่นนี้แล้ว พระเทวทัตจึงรีบเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์  ใช้อำนาจฌานสมาบัติสำแดงฤทธิ์แปลงเพศเป็นเด็กน้อย มีงูพิษพันที่  มือ เท้า คอ      ศรีษะและบ่า ปรากฏกายบนพระเพลาของอชาตศัตรูราชกุมาร เป็นเหตุให้อชาตศัตรูราชกุมารทรงตกพระทัยหวาดกลัวยิ่งนัก ครั้นต่อมาอชาตศัตรูราชกุมารทรงทราบจากเด็กน้อยนั้นว่า เขาคือ พระเทวทัต อชาตศัตรูราชกุมารจึงทรงขอร้องให้กลับกลายร่างเป็นสมณะตามเดิม

 

   เมื่ออชาตศัตรูราชกุมารทอดพระเนตเห็นเด็กน้อยนั้นกลับกลายร่างเป็นสมณะดูน่าเลื่อมใส จึงทรงบังเกิดความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในปาฎิหารย์ของพระเทวทัตยิ่งนัก ทรงหลงเชื่ออย่างสนิทพระทัยว่า พระเทวทัตเป็นผู้มีอานุภาพยิ่งกว่าผู้ใดในโลก นับแต่นั้นมาจึงทรงเป็นอุปัฏฐากสำคัญของพระเทวทัต ถวายการบำรุงด้วยปัจจัยไทยทานอย่างพร้อมบริบูรณ์ อีกทั้งทรงยอมทำตามคำแนะนำของพระเทวทัตทุกอย่างโดยมิทรงไตร่ตรองให้ถ่องแท้

 

    เมื่อได้รับลาภสักการะและพลังสนับสนุนจากเจ้าชายผู้เป็นรัชทายาทแห้งแคว้นมคธแล้ว พระเทวทัตก็มีใจกำเริบเสิบสานคิดการใหญ่อันชั่วร้าย ถึงขั้นจะยึดอำนาจการปกครองสงฆ์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อำนาจกิเลสที่เข้าครอบงำใจทำให้ฌานโลกีย์ที่เคยมีอยู่กลับเสื่อมสิ้นไปหมด คุณธรรมที่พระเทวทัตได้พากเพียรปลูกฝังอบรมมาตั้งแต่เริ่มบวชได้อันตรธานไปสิ้น จิตใจในขณะนั้นศร้าหมองขุ่นมัวด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ** เสมือนความมืดที่เข้ามาแทนความสว่าง  เพราะไฟดับฉะนั้น 

 

    วันหนึ่ง ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัทและพระราชาจากเมื่องต่างๆพระเทวทัตได้เข้าไปกราบทูลขอปกครองสงฆ์แทนพระพุทธองค์ โดยอ้างเหตุผลว่า พระพุทธองค์ชราภาพแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะทรงพักผ่อนให้สบาย แม้พระพุทธองค์จะทรงปฎิเสธพระเทวทัตก็ยังดึงดันกราบทูลซ้ำถึง 3 ครั้ง การปฏิเสธในครั้งที่ 3 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า  “ดูก่อนเทวทัต แม้แต่สารีบุตรและโมคคัลลานะ เรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้ ไฉนจะพึงมอบให้เธอ ผู้เป็นเช่นซากศพและบริโภคปัจจัยเช่นก้อนน้ำลายเล่า”*** คำปฏิเสธและคำตำหนินี้ ทำให้พระเทวทัตขุ่นเคืองยิ่งนักและผูกใจอาฆาตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่นั้นมา

 

 

 

* พระสาวกผู้ใหญ่ 80 รูป บางแห่งเรียกว่า พระอนุพุทธ 80 รูป

** มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดจากคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ชั่ว มารดาบิดาไม่มีคุณเป็นต้น และความเห็น  ที่ไม่นำไปสู้ความพ้นทุกข์

*** พระไตรปิฏก สำหรับเยาวชน เล่ม 3 หน้า 129

 

ค้นหา