• Description slide 1

  • Description slide 2

  • Description slide 3

  • Description slide 4

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

อานิสงส์ บูชาการอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

580914_22.jpg - 403.95 kb

 

สุโข พุทธานัง อุปปาโท 

การอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนำสุขมาให้ 

ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญโคจรไปในอากาศ สว่างกว่าหมู่ดวงดาวด้วยกำลังแห่งรัศมี 

เฉกดังพระชินสีห์เมื่ออุบัติในโลก รุ่งโรจน์กว่าสัตว์ทั้งมวล

 

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์และอัศจรรย์ แม้ขณะยังทรงมิได้ตรัสรู้ก็ตาม ทรงมีพระประวัติที่งดงามหมดจด ไม่มีใครเปรียบได้เลย ควรแก่การบูชาอย่างยิ่ง

สมควรที่จะศึกษาเรื่องราวของพระองค์ และน้อมจิตระลึกถึงเป็นพุทธานุสติแน่นแฟ้นในใจ เหมือนเรื่องของ พระชาติปูชกะเถระ ผู้ได้ทำการบูชาในความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นับตั้งแต่ช่วงที่พระองค์เพิ่งประสูติทีเดียว 

 

     ย้อนหลังไปในยุคพระวิปัสสีพุทธเจ้า ท่านได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี เมื่อเติบโตขึ้นได้ทราบเรื่องราวความมหัศจรรย์ของพระกุมารวิปัสสีโพธิสัตว์ว่า ขณะที่อุบัติด้วยรูปกายนั้น เกิดแสงสว่าง

เจิดจ้าไปทั่วทุกทิศทุกทาง พื้นแผ่นดิน ทะเล มหาสมุทร ภูเขา ก็หวั่นไหว เหล่าโหราจารย์ได้พากันพยากรณ์พระกุมารว่า ต่อไปพระองค์จะได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าชาวโลกทั้ง

ปวง และจักขนเหล่าสรรพสัตว์ออกจากห้วงทุกข์แห่งวัฏสงสาร 

 

     เมื่อเขาทราบเรื่องมหัศจรรย์เช่นนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส คิดที่จะทำการบูชาพระกุมารวิปัสสีโพธิสัตว์ โดยได้ทำการบูชาตามลำดับใน ๓ ช่วงวัยของพระองค์ คือ ๑. ทำการบูชาในเวลาที่

พระองค์ยังทรงเป็นพระกุมาร ๒. ทำการบูชาในช่วงที่พระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น  ๓. ทำการบูชาในช่วงที่พระองค์ทรงครองสมบัติ แต่เสียดายที่ท่านเสียชีวิตลงก่อน ยังไม่ทันเห็นพระกุมาร

เสด็จออกผนวชและตรัสรู้ธรรม เมื่อละโลกก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ จากนั้นเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิอย่างเดียว

 

     ในชาติสุดท้ายนี้ ท่านได้บังเกิดในตระกูลหนึ่ง ครั้นอายุล่วงมาได้ ๘๗ ปี ได้เกิดความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วออกบวชบำเพ็ญเพียร ไม่นานนักก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระ

อรหันต์ จากนั้นได้ระลึกชาติย้อนไปดู ผลบุญในอดีต เมื่อเห็นด้วยญาณทัสนะชัดเจนแล้ว จึงพรรณนาอานิสงส์การบูชานี้ว่า  “...เมื่อถือกำเนิดในสุคติภูมิ ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์

ย่อมโดดเด่น เลิศล้ำกว่าใคร ๆ แม่นมพี่เลี้ยงทั้งหลายดูแลบำรุงรักษาเป็นอย่างดีคอยเอาใจประคบประหงมตามที่ใจต้องการ โดยไม่มีใครทำให้ขุ่นเคืองหรือขัดใจเลย อีก

ทั้งผลบุญแห่งการบูชาอย่างนี้ ยังทำให้ได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง และได้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖...”  พุทธลักษณะที่น่าอัศจรรย์

 

580914_23.jpg - 143.84 kb

 

    เรื่องราวของพระวิปัสสีพุทธเจ้าในช่วงครองฆราวาสวิสัยนั้น จะขยายความเพิ่มเติมจากข้างต้น เพื่อให้เข้าใจ เห็นภาพชัดขึ้น และเพิ่มความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป 

 

    เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา ทั่วหมื่นจักรวาลได้เกิดแสงสว่างเจิดจ้ากว่ารัศมีเทวดานับประมาณมิได้ และเกิดสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหมื่นจักรวาล พวก

พราหมณ์พยากรณ์ได้กราบทูลพระเจ้าพันธุมา ผู้เป็นพระราชบิดาของพระ-โพธิสัตว์ว่า “ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงดีพระทัยเถิด พระราชโอรสของพระองค์ที่ได้ประสูติแล้วจะทรงมีศักดิ์

ยิ่งใหญ่ พระกุมารนี้มีลักษณะมหาบุรุษครบบริบูรณ์ ๓๒ ประการ” ความพิเศษของลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการของพระวิปัสสีกุมารนี้มีมากมาย เช่น 

 

    ลักษณะพิเศษทางตา คือ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน สามารถทอดพระเนตรเห็นได้ไกลในรัศมี ๑ โยชน์ อีกทั้งไม่เคยต้องกะพริบพระเนตรเลย  ไม่เหมือนตาของคนทั่วไปที่ต้องคอย

กะพริบบ่อย ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงนัยน์ตาให้ชุ่มชื่นเสมอ ดังนั้นพระเนตรของพระองค์จึงเป็นเหมือนนัยน์ตาของเทวดาชาวสวรรค์ที่ไม่ต้องกะพริบ พระองค์จึงได้พระนามว่า วิปัสสี แปลว่า ผู้เห็น

แจ้งวิเศษ

 

580914_24.jpg - 98 kb

 

    ลักษณะพิเศษทางเสียง คือ ทรงเป็นผู้มีพระสุรเสียงกลมกล่อมไพเราะ เป็นที่ตั้งแห่งความรักแก่ผู้ได้สดับ คล้ายเสียงของนกการเวกที่ป่าหิมพานต์ คือ เมื่อนกการเวกใช้จะงอยปาก

จิกดื่มน้ำหวานในมะม่วงสุก มันจะกระพือปีกร้องดีใจเป็นอย่างมาก เสียงร้องนั้นสามารถทำให้สัตว์ทั้งหลายที่ได้ยินรู้สึกเคลิบเคลิ้มแทบคุมสติไม่อยู่ สัตว์บางตัวก็ทิ้งหญ้าที่คาบไว้เพื่อหยุด

ฟังเสียง สัตว์นักล่า ขณะไล่ล่าอยู่ก็ชะงักเท้าหยุดจังงัง สัตว์ที่ถูกล่าก็ทิ้งความกลัวตายชะงักนิ่งเช่นกัน แม้นกในอากาศก็เหยียดปีกไว้แล้วหยุดฟัง ส่วนปลาในน้ำกระดิกครีบหยุดฟังเสียง แต่

กระนั้นก็ตาม พระสุรเสียงของพระองค์ยังไพเราะกว่าเสียงนกการเวกหลายร้อยหลายพันเท่า  

 

    เปี่ยมด้วยพุทธิปัญญา พระวิปัสสีกุมารทรงมีความพิเศษตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ วันหนึ่งพระราชบิดาได้ประทับนั่งในศาลเพื่อพิพากษาคดี โดยทรงวางพระกุมารให้นั่งบนพระเพลา

(ตัก)แล้วทำการไต่สวนพิจารณาคดี พระกุมารทรงใช้พระปัญญาพิจารณาคดีตามไปด้วย ทรงทราบคดีนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง หากอำมาตย์พิจารณาตัดสินคนถูกให้กลายเป็นคนผิด พระ

กุมารก็จะทรงเปล่งพระสุรเสียงแสดงความไม่พอพระทัย สัญญาณนี้ทำให้ พระราชาต้องตรัสว่า “พวกท่านช่วยพิจารณาคดีนี้อีกครั้งสิ” เมื่อพวกอำมาตย์พิจารณาคดีใหม่อย่างรอบคอบ

ทำให้การวินิจฉัยคดีถูกต้อง พอทรงเจริญวัย พระราชบิดาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาท ๓ ฤดู พระราชกุมารทรงเสวยสุขสมบัติในปราสาทแต่ละหลังเป็นเวลา ๔ เดือน ทรงครองฆราวาส

วิสัยยาวนานถึง ๘,๐๐๐ ปี เมื่อทรงเห็นเทวทูต ๔ จึงเสด็จออกผนวชด้วยรถม้าและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝึกพุทธานุสติอย่างง่าย...ด้วยพุทธประวัติ

 

580914_25.jpg - 214.92 kb

 

    หากเรามีโอกาสทำการบูชาพระพุทธคุณในทางใดทางหนึ่งเหมือนการบูชาของพระเถระองค์นี้ ย่อมจะได้อานิสงส์เหมือนกับที่ท่านได้ เช่น หากเลื่อมใสการประสูติของพระองค์ จะได้

อานิสงส์มีผู้เลี้ยงดูอย่างดี หรือหากเลื่อมใสการตรัสรู้ของพระองค์ จะได้อานิสงส์ทำให้มีสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การเจริญภาวนาและเข้าถึงธรรมอย่างง่ายดาย เป็นต้น

 

    ปัจจุบันเราสามารถทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าได้โดยผ่านการฟัง การอ่าน และการทบทวนประวัติของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เสมอ ๆ เมื่อซาบซึ้งดีแล้ว เราจึงจะเกิดความภาค

ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นชาวพุทธ ขณะที่อ่านก็ให้สร้างมโนภาพตามให้ชัดเจนจนติดเข้าไปในใจประดุจเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ จะทำให้พุทธประวัติที่เราได้ศึกษาเป็นการฝึกพุทธานุสติ

สามารถน้อมจิตภาวนาตรึกระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

วิสาขบูชา วันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วิสาขบูชา.. เป็นวันประสูติ

ประสูติวันเพ็ญเดือนหก วิสาขปุณณมี จุติจากดุสิตบุรี ประสูติทรงเดิน ๗ ก้าวทันที

พระมหาบุรุษผู้เปี่ยมบารมีได้เปล่งอาสภิวาจา “เราเป็นผู้เลิศในโลก เป็นผู้เจริญที่สุดในโลก 

เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก นี่เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราไม่มี”

 

วิสาขบูชา.. เป็นวันตรัสรู้

    เพ็ญวันวิสาขมาส ทรงตั้งจิตอธิษฐาน “ตราบใดยังไม่บรรลุธรรมพระสัพพัญญุตญาณ

แม้เลือดและเนื้อในกายเหือดแห้งหายไปจะไม่ลุกจากบัลลังก์” มัชฌิมาปฏิปทา ท่านทำใจหยุดนิ่ง ดำดิ่งเข้าสู่กลางของกลาง ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

วิสาขบูชา.. เป็นวันปรินิพพาน

    ดวงจันทร์นำความสว่างเจิดจ้ากลางท้องนภา องค์พระศาสดาส่องธรรมสว่างกลางใจ 

ก่อนจะปรินิพพาน ประทานปัจฉิมโอวาท “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงรีบทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่

ประมาท”

 

 

อานิสงส์แห่งบุญ

เรื่อง : พระมหาเสถียร สุวณฺณฐิโต ป.ธ.๙ / พระมหาวิริยะ ธมฺมสารี ป.ธ.๙ 

ภาพประกอบ : กองพุทธศิลป์

 

ค้นหา