• Description slide 1

  • Description slide 2

  • Description slide 3

  • Description slide 4

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

ข่มกิเลสด้วยอุโบสถศีล 

         อุโบสถศีล แปลว่า การเข้าอยู่จำโดยถือศีล ๘ ข้อ วันอุโบสถหรือวันพระนั้น เป็นวันที่เราจะต้อง อยู่เยี่ยงพระ คือบำเพ็ญเนกขัมมะนั่นเอง ศีลแปดที่รักษากันในวันพระ เรียกว่า อุโบสถศีล ผู้ครองเรือนทั่วไปไม่สะดวกถือศีล ๘ ได้ทุกวัน ก็จะหาโอกาสมาถือศีลกันเฉพาะวันพระเช่นนี้จึงเรียกว่า รักษาอุโบสถศีล

          ในอดีตกาลนานไกลโพ้น ณ หิมวันตประเทศ  ดาบสผู้หนึ่งเป็นคนถือตัวจัด (มานะ)  จนทำณานไม่สำเร็จ  จึงคิดว่า  “ หากเรายังขืนถือตัว ถือตนมากอยู่อย่างนี้เห็นทีจะตกนรกเป็นแน่ “  จึงอธิษฐานว่า  “ เอาละ หากเรายังละมานะ (ความถือตัวถือตน) ไม่ได้ จะไม่ยอมไปหาอาหาร (ผลไม้)  มาบริโภคเป็นอันขาด  ตายเสียดีกว่า ถ้ายังมีมานะอยู่เช่นนี้ “  จึงสมาทานอุโบสถศีล ( ศีล 8 )  นั่งข่มมานะอยู่

         นกพิราบตัวหนึ่งถูกราคะ (ความกำหนัดยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัส)  แผดเผาให้เร่าร้อน  คิดในใจว่า  “ หากเรายังข่มราคะไม่ได้  จะไม่ออกไปหากินเป็นอันขาด “  จึงไปหาดาบส ขอสมาทานศีลอุโบสถเพื่อข่มราคะ

        งูตัวหนึ่งก็สมาทานอุโบสถศีล  เพื่อข่มความโกรธ  (โทสะ ความคิดประทุษร้าย)

        สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งก็เช่นกัน  สมาทานอุโบสถศีลเพื่อข่มความโลภ  (ความอยากได้)

        หมีตัวหนึ่งก็สมาทานศีลอุโบสถเพื่อข่มความอยากได้จัด ความเพ่งเล็งอยากจะได้ถ่ายเดียว  (อภิชณาวิสมโลภะ)

        พึงทราบว่า  การรักษาศีลอุโบสถนั้น สามารถข่มกิเลสหรือ กำจัดบาป (ความชั่ว) ทั้งหลายได้  จะได้รับอานิสงส์ผลเป็นวามสุขสงบกาย วาจา พร้อมกับเสริมด้วยการเจริญวิปัสสนาสมาธิ ทำจิตให้นิ่งสงบจะมีสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้

        การกล่าวว่า  การรักษาศีลอุโบสถแล้วสามารถข่มกิเลส มีราคะเป็นต้นได้นั้นมีเหตุผล  เพราะศีลอุโบสถทั้ง 8 เช่น  เว้นการดื่มสุรา  เว้นบริโภคอาหาร  เว้นการฟังเพลง  หรือดูการเล่นเต้นรำ  เว้นลูบทาเครื่องหอม  เครื่องประดับตกแต่ง เว้นการนอนบนที่นอนอันสูงใหญ่ หรูหรา สุขสบายเป็นต้นนั้นเสียได้  ก็เท่ากับเว้นจากเครื่องยั่วยุหรือเรื่องเร้า  ที่จะเร้าให้เกิดราคะเป็นต้นระงับไป  จึงเป็นการข่มกิเลสลงได้ระดับหนึ่งการที่พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการรักษาศีลอุโบสถ  จึงมีเหตุผล และชอบด้วยเหตุผล

 

ที่มา : วรรณกรรมในพระไตรปิฎก

 

ระยะเวลาของการรักษาอุโบสถศีล

       การรักษาอุโบสถ มี ๓ อย่าง สามารถเลือกรักษาได้ตามความพร้อมของแต่ละบุคคล คือ

๑. ปกติอุโบสถ คือ อุโบสถที่รักษากันเฉพาะวันที่กำหนดไว้ ในปัจจุบันนี้กำหนดเอาวันพระ คือ วัน ๘ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม

๒. ปฏิชาครอุโบสถ คืออุโบสถที่รักษากันครั้งละ ๓ วัน โดยการถือเพิ่มการรักษาก่อนกำหนด ๑ วัน เรียกว่า วันรับ และหลังวันกำหนดอีก ๑ วัน เรียกว่า วันส่ง จึงรวมเป็นรักษาคราวละ

    ๓ วัน คือ วันรับ วันรักษา และวันส่ง รวม ๓ วัน ๓ คืน

๓. ปาฏิหาริยปักขอุโบสถ คือ อุโบสถที่รักษาครั้งละหลายๆ วัน เช่น ตลอดพรรษา ๓ เดือนบ้าง ตลอด ๑ เดือนบ้างหรือครึ่งเดือนจำนวน ๑๕ วันบ้าง

 

      ศีลอุโบสถนั้น มีองค์ประกอบทั้งหมด ๘ ข้อ ถ้าขาดไปข้อใดข้อหนึ่ง ก็ไม่เรียกว่าศีลอุโบสถตาม พุทธบัญญัติ  เพราะฉะนั้นการล่วงศีลอุโบสถเพียงข้อใดข้อเดียว ก็ถือว่าขาดศีลอุโบสถ พูดง่ายๆ ว่า ขาดศีลข้อเดียวก็ขาดหมดทั้ง ๘ ข้อ ผู้ที่รักษาอุโบสถศีลจึงต้องสำรวมระวัง กาย วาจา เป็นพิเศษ

 

อุโบสถศีล มี ๘ ประการ

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี งดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป

๒. อทินนาทานา เวรมณี งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้

๓. อพรหมจริยา เวรมณี งดเว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกต่อการประพฤติผิดพรหมจรรย์

๔. มุสาวาทา เวรมณี งดเว้นจากการกล่าวเท็จ รวมถึงวจีกรรมในรูปแบบต่างๆ

๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี งดเว้น จากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

๖. วิกาลโภชนา เวรมณี งดเว้นจากการบริโภค อาหารในเวลาวิกาล

๗. นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนมาลาคันธวิเลปน-ธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี งดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล ลูบทาทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่อง ทาอันจัดว่าเป็นการแต่งตัว

๘. อุจจาสยนมหาสยนา เวรมณี งดเว้นจากการนั่ง และการนอนบนที่นอนสูงใหญ่

 

ค้นหา