• Description slide 1

  • Description slide 2

  • Description slide 3

  • Description slide 4

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

การปฏิบัติตนของพระเจ้าอชาตศัตรูต่อเจ้าลัทธิต่างๆ

600215_03.jpg - 87.99 kB

       จากเรื่องราวที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าอชาตศัตรูทรงปรีชาชาญฉลาดมิใช่น้อยเลย เพราะทรงสามารถสำนึกผิดในอกุศลกรรมที่ทรงก่อไว้ ไม่ทรงปล่อยพระองค์ให้ถลำลึกลงไปในวังวนแห่งอกุศลกรรมอีกต่อไป  แต่ทรงพยายามขวนขวายแสวงหาทางแก้ไข  โดยเสด็จไปหาความจริงจากเจ้าลัทธิต่างๆ  มีสำนักครูทั้ง  ๖  ดังกล่าวแล้ว

       ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูได้ฟังคำสอนของครูทั้ง  ๖  ก็ทรงมีปรีชาสามารถวินิจฉัยได้ว่า   คำสอนของเจ้าลัทธิแต่ละท่านนั้นไม่น่าเลื่อมใสศรัทธากล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เป็นคำสอนที่เป็น  “มิจฉาทิฏฐิ” นั้นเอง แล้วเสด็จลาจากมาโดยอาการสงบ เพราะไม่ทรงปรารถนาจะรุกรานนักบวชการปฏิบัติของพระเจ้าอชาตศัตรูต่อเจ้าลัทธิเหล่านั้น  มีข้อสังเกต  ๒  ประการคือ

๑. ทรงมีวินิจฉัยคำสอนของครูทั้ง  ๖  ด้วยปรีชาชาญ

๒. ไม่ทรงส่งเสริมนักบวชที่ไม่ทรงเลื่อมใสศรัทธา แต่ก็ไม่ทรงรุกราน

 

      ข้อสังเกตประการแรกนั้น  อาจมีผู้ถามว่า  เหตุใดในครั้งที่ทรงเป็นราชกุมารคบหาสมาคมกับพระเทวทัตอยู่นั้น  จึงทรงปฏิบัติราวกับไร้สติปัญญาทรงกระทำตามคำแนะนำอันชั่วช้าสามานย์ของพระทุศีลเทวทัต  อย่างไร้ความละอายต่อบาปเล่า

 

      ถ้ายึดหลักธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชน  หรือผู้ยังมีกิเลสโดยทั่วไปแล้ว  อาจตอบคำถามดังกล่าวได้ว่า  พระทัยของเจ้าชายอชาตศัตรูในขณะนั้นมืดมนด้วยอำนาจกิเลส  เสมือนหนึ่งผู้ที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมิด  ขาดแสงสว่าง  หาทางออกไม่ได้  สุดแล้วแต่ใครจะฉุดกระชาลากไป กิเลสตัวสำคัญก็คือ “ความหลง” ความหลงประการแรกของอชาตศัตรูราชกุมารก็คือความเลื่อมใสในปาฎิหารย์ของพระเทวทัต จนเชื่ออย่างสุดพระทัยว่า พระเทวทัตนั้นเลิศกว่าใครๆในโลกนี้ และอีกประการหนึ่งก็คือ ทรงหลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัต  เพราะทรงเยาว์วัยขาดความจัดเจนต่อโลกจึงไม่ทันเลห์กลของคนพาล

 

      ถ้ายึดหลักธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชน  หรือผู้ยังมีกิเลสโดยทั่วไปแล้ว  อาจตอบคำถามดังกล่าวได้ว่า  พระทัยของเจ้าชายอชาตศัตรูในขณะนั้นมืดมนด้วยอำนาจกิเลส  เสมือนหนึ่งผู้ที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมิด  ขาดแสงสว่าง  หาทางออกไม่ได้  สุดแล้วแต่ใครจะฉุดกระชาลากไป กิเลสตัวสำคัญก็คือ “ความหลง” ความหลงประการแรกของอชาตศัตรูราชกุมารก็คือ ความเลื่อมใสในปาฎิหารย์ของพระเทวทัต จนเชื่ออย่างสุดพระทัยว่า พระเทวทัตนั้นเลิศกว่าใครๆในโลกนี้ และอีกประการหนึ่งก็คือ ทรงหลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัต  เพราะทรงเยาว์วัย  ขาดความจัดเจนต่อโลกจึงไม่ทันเลห์กลของคนพาล

 

      กิเลสสำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือ “ความโลภ” อชาตศัตรูราชกุมารย่อมมีความโลภเหมือนปุถุชนทั้งหลายที่ปรารถนาอำนาจครอบครองมหาสมบัติ เมื่อมีความหลงประสานกับความโลภเข้าเต็มอัตรา ตามกลลวงที่พระทุศีลเทวทัตวางแผนไว้ อชาตศัตรูราชกุมารจึงมีสภาพไม่ผิดกับผู้ที่กำลังเดินทางอยู่ในความมืดมิด ย่อมหลงไปตามการชักนำของผู้ที่พระองค์ทรงไว้วางพระทัย

     

      อย่างไรก็ตาม  หลังจากที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงก่ออกุศลกรรมหนักถึงขั้นอนันตริยกรรมแล้ว  แม้พระองค์จะได้ครองราชย์บัลลังก์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งแคว้นมคธอันยิ่งใหญ่ไพศาล  แต่พระองค์ก็หาได้ทรงมีความสุขสงบในอำนาจนั้นไม่  กลับทรงดิ้นรนแสวงหาสัจธรรม  ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์ได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด  กรณีเช่นนี้ย่อมกล่าวได้ว่า  “อกุศลกรรมชักนำไปสู่กุศลกรรม”

 

      สำหรับข้อสังเกตประการที่สอง  คือ  การที่พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ทรงส่งเสริม  และไม่ทรงรุกรานนักบวชที่มีคำสอนเป็นมิจฉาทิฏฐิ  น่าจะเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับสภาพสังคมในปัจจุบัน  กล่าวคือ  ในประเทศไทยนั้น  เราถือว่าเรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  ประชากรส่วนใหญ่ของชาติเป็นพุทธศาสนิกชน  พระภิกษุตามวัดต่างๆ  ตลอดจนตามสำนักสงฆ์ต่างๆทั่วประเทศ  ย่อมได้รับการทำนุบำรุงจากพุทธศาสนิกชนทั้งปวง

 

      ชาวพุทธทั้งหลายเมื่อไปเคารพกราบไหว้พระภิกษุสงฆ์จำเป็นจะต้องมีวิจารณญาณ  มีวินิจฉัยว่าการประพฤติปฏิบัติและคำเทศน์สอนของพระภิกษุที่ท่านไปเคารพกราบไหว้นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่  เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่  ถูกต้องตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่  หากเห็นว่าพระภิกษุที่ท่านไปเคารพกราบไหว้หรือทำนุบำรุง  ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย  ก็ควรลาจากไปอย่างสงบ  ทำนองเดียวกับที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงปฏิบัติ

 

      เพียงแต่ญาติโยมงดเว้นการบำรุงพระภิกษุที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยเสียเท่านั้น  บรรดาพระทุศีลผู้ปฏิบัติย่อหย่อนในพระธรรมวินับ  หรือสั่งสอนนอกลู่นอกทาง  ย่อมจะต้องปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้ตั้งอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง  หรือมิฉะนั้นก็คงจะต้องสึกหาลาเพศออกไป  ไม่ยึดเอาเครื่องแต่งกายของบรรพชิตเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพด้วยการเบียดเบียนประชาชน  และบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาเรื่อยไป

 

***สำหรับลักษณะของพระภิกษุผู้ปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัยนั้น  จะได้กล่าวในลำดับต่อไป***

 

ค้นหา